หมวดหมู่: ศิลปะ

ภาพขาวดำมีความคลาสสิค

ภาพขาวดำมีความคลาสสิค ไม่ว่าจะยุคไหนก็ตาม หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

ภาพขาวดำ ถ้าให้พูดถึงคำนี้ คนที่ไม่ได้รู้เรื่องการถ่ายภาพจะคิดว่าอะไรกันบ้าง แน่นอนว่า อันดับแรกต้องคิดว่ามันคือรูปภาพเก่าแน่ๆเลย ใช่ เพราะภาพลักษณ์แต่แรกของภาพขาวดำ คือภาพฟิล์มขาวดำสมัยก่อน เรามักจะเห็นภาพขาวดำจาก ภาพสมัยก่อนหรือหนังสมัยก่อน ทีวีสมัยก่อน โบชัวสมัยก่อน แม่แต่รูปตอนเป็นนักเรียนที่ใช้ติดใบสมัครทั้งหลายก็ยังเป็นแบบภาพขาวดำมาเกินครึ่งชีวิตเสียอีก กว่าที่เขาจะปรับมาเป็นภาพสีกันอะนะ ดังนั้นแล้วอย่างแรกที่คิดกันก็ความเป็นภาพเก่าแหละ แล้วจะมีอะไรอีก

สำหรับผม ผมมองว่า คนต้องคิดถึงภาพถ่ายระดับโลก ที่เขาถ่ายกันด้วยภาพขาวดำ เพราะมันได้เห็นกับงานระดับโลกจริงๆ ไม่ว่าจะเก่าหรือจะใหม่แบบภาพสมัยใหม่คมกริ๊บก็มีนะ และสุดท้าย สิ่งที่บงบอกความเป็นภาพเก่ากับภาพใหม่คืออะไรล่ะ ส่วมมากแล้วเป็นโทนสีของภาพใช่ไหม แล้วภาพขาวดำกลับมีโทนที่ไม่ต่างกันเลยสักยุค นอกจากการเก็บภาพจนเก่านะ เพราะว่ามันมีเพียงสีขาวดำเท่านั้น ดังนั้นแล้ว ภาพขาวดำเป็นอะไรที่บอกช่วงเวลาได้ยาก

ถ้าการถ่ายภาพสีเป็นตัวบ่งบอกถึงความทรงจำแต่ละในช่วงเวลา ดูแล้วเหมือนได้กลับไปช่วงเวลานั้น ผมก็ต้องบอกเลยว่า ภาพขาวดำไม่ได้ทำเช่นนั้น อาจจะทำได้ถ้าเรารู้ว่านั้นคือภาพเก่า แต่เราจะไม่รู้หรอก ถ้าภาพมันยังดูสดใหม่ ว่าจริงๆแล้วมันอยู่ช่วงเวลาไหน มันไมได้มีสีของภาพที่บ่งบอกเวลาได้เลย ภาพขาวดำนั้นอยู่เหนือกาลเวลานั้นเอง

แต่ถึงอย่างนั้น มันก็ดูมีความเก่าและคลาสสิคก่อนที่มันจะรู้สึกถึงการอยู่เหนือกาลเวลา ประมาณได้ว่า ถ้าเราถ่ายแบบภาพขาวดำ แต่เป็นตีมย้อนยุค เมื่อคนอื่นได้เห็นภาพนั้นก็ไม่อาจจะบอกได้แน่ชัดว่ามันเพิ่งถ่ายในยุคนี้หรือถ่ายในยุคเก่ากันแน่ แต่ยังไงมันก็คือภาพที่ดูย้อนยุคอยู่ดี ทำให้คนมองจะสัมผัสถึงความคลาสสิคของภาพ ไม่ว่าจะเป็นงานถ่ายสินค้า เมื่อถ่ายแล้ว รู้สึกได้ว่าภาพเหล่านี้สื่อถึงสิงของที่ดูคลาสสิคแต่น่าครอบครองเหลือเกิน มันคือเสน่ห์ของขาวดำ ที่ไม่อาจจะโดนกาลเวลาทำลายลงได้ ภาพขาวดำทำให้สินค้านั้นเป็นอมตะ

การถ่ายแบบในยุคสมัยเก่าจนถึงสมัยใหม่ เราจะเห็นได้ว่า มันอาจจะไม่ต่างกันเลย ถ้าช่างภาพได้ทำการข้ามช่วงเวลาเหล่านั้นด้วยตีมของการถ่ายภาพ อย่างช่างภาพหัวสมัยใหม่ในยุคก่อนก็อาจจะถ่ายภาพเหมือนคนยุคนี้ก็เป็นได้

 

 

สนับสนุนโดย  holiday palace

Read More

เทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

ทำให้แบบโดดเด่นขึ้น หนึ่งในเทคนิคการถ่ายรูปกับกระจกให้น่าสนใจ

เราจะเห็นได้ว่าการถ่ายภาพนางแบบด้วยภาพขาวดำ มันมีแรงดึงดูดอะไรสักอย่าง ซึ่งหลายๆคนอาจจะไม่ได้หาคำตอบในเรื่องนี้ รู้เพียงแต่ว่ามันรู้สึกได้ถึงความพิเศษอะไรบางอย่าง ภาพขาวดำนั้นจะทำให้ผู้มองแวบแรกนั้นรู้สึกได้ทันทีถึงความดึงดูด ซึ่งตรงจุดนี้มันมีเหตุมีผลของมันอยู่ เป็นความต่างที่จะเกิดขึ้นกับภาพสีและภาพขาวดำ ที่เป็นเรื่องปกติเลยทีเดียว

อะไรที่ทำให้มันต่างล่ะ คำตอบนั้นคงไม่ได้จะอธิบายได้ง่ายๆหรอก เพราะมันเป็นเรื่องของสิ่งที่เรามองด้วยตาเห็นได้ แต่เราจะงงกับคำศัพท์นั้นว่าเกี่ยวอะไรกันด้วยล่ะ ข้อเท็จจริงที่มีผลที่สุดนั้นคือ ความที่มีเพียงสีขาวและดำ ไล่เฉดไปเรื่อยๆ แต่ถ้าภาพสี มันไม่ใช่ขาวและดำนะสิ มันเป็นสีต่างๆที่ไล่เฉดกัน ดังนั้นแล้วจุดนั้นแหละที่เป็นข้อต่าง

การที่ใบหน้าของนางแบบนั้น มีเพียงสีขาวและสีดำ จะทำให้จุดที่เป็นสีขาวและดำนั้นถูกเป็นจุดสนใจได้มากกว่าขึ้น เพราะมันมีเพียงสองสี เราก็จะเห็นความต่างของสองสีนี้ได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว นั้นทำให้เป็นที่สังเกตุได้ง่ายๆ เช่นการที่มีสีขาวบนใบหน้า และมีเฉดสีดำค่อยๆเข้มขึ้นเรื่องตรงสันจมูก ที่ทำให้เป็นจุดสนใจให้เห็นได้ทันที นั้นจะเป็นอะไรที่เห็นได้ชัดเจนเลย ว่า เงาตรงนั้นเป็นสิ่งที่ทำให้จมูกโด่งขี้นมา

แต่ถ้าเป็นเป็นภาพสีละก็ การที่มีหลายเฉดสี ทำให้เกิดเป็นความที่ตาเรามองแล้วรู้สึกไม่ต่างสักเท่าไหร่ ถ้าเป็นสีเนื้อกับสีน้ำตาล ที่เป็นการไล่เฉดของสี อาจจะทำให้เราไม่ค่อยสนใจตรงสันจมูกนั้นก็ได้ แล้วเรื่องแบบนี้เป็นกับทั้งใบหน้า ทุกสันคม ทุกโค้งเว้า ถูกบอกเล่าด้วยเฉดของสีขาวไปดำเท่านั้น นั้นทำให้ทุกจุดก็เป็นที่สนใจและทำให้สายตาเราจะเห็นความต่างสีได้ชัดกว่า

ภาพสีที่เห็นเป็นสีต่างๆมากกว่าความต่างสี พอเข้าใจป่าวหว่า แต่ยังไงก็ตาม เราสามารถทดลองได้เลย โดยการถ่ายรูปเดียวกันทั้งสองแบบ คือทั้งแบบสี และขาวดำ แล้วลองปริ้นออกมาวางเทียวกันเลย ให้คนหลายๆคนมาดู แล้วบอกว่าสนใจรูปไหนมากกว่า กัน หรือรูปไหนเด่นกว่ากัน รับลองว่าขาวดำนั้นมีคนเลือกมากกว่าครึ่งเลย

ความโดดเด่นนี้ต้องแรกกับการที่ทำการบ้านเรื่องเฉดสีของขาวดำที่แปลงมาจากสีแต่ละสีด้วยนะ เพราะว่าบางภาพขาวดำจะกลายเป็นซีดเอา เพราะอาจจะเลือกสีที่แปลงเป็นเฉดเขาดำได้ยากกว่าสีอื่น

Read More

ว่าด้วยเรื่องการทำ Home Studio

เราคงทราบกันดีแล้วว่า ตอนนี้เรื่องของโรคระบาดก็ได้เป็นประเด็ดใหญ่บนหัวของทุกๆคนแล้ว ว่าการที่เกิดเรื่องการระบาดของโรคที่ติดต่อกันได้ง่ายนี้ขึ้นมาแล้ว เราจะอยู่รอดกันได้อย่างไรในประเทศหรือชุมชนของเราเอง ซึ่งตอนนี้ก็กลายเป็นว่า ทุกคนต้องรู้หน้าที่ในการอยู่กับบ้านแทน ไอ้การอยู่กับบ้านนี้เกิดเป็นคำถามอีกต่อหนึ่งว่า แล้วเราจะอยู่กันอย่างไรให้อยู่รอดได้ ไม่ใช่เรื่องของอาหารการกินหรอกนะ แต่เป็นเรื่องของการหาทางทำมาหากินต่างๆ หลายๆอาชีพนั้นก็อาจจะเรียกได้ว่าแก้ไขปัญหากันไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะว่าถ้าเป็นองค์กรต่างๆแล้ว

เข้าได้ระดมสมองกันช่วยกันคิดแล้วละว่า จะทำยังไงเพื่อช่วยเหลือพนักงานของเขา รวมทั้งยังสามารถทำงานได้อีกด้วย ใครซวยหน่อยเจอองค์กรที่ไม่ได้ดี เห็นแก่ตัว ก็ไม่ได้ช่วยอะไรพนักงานได้เลย อันนี้ก็ซวยกันไป แต่ว่าในแบบสุดท้ายเหล่าอาชีพอิสระทั้งหลาย เราก็ต้องต้องแบ่งแยกกันแหละว่า บางคนก็สามารถทำงานหาเงินได้ต่อไป อย่างการทำงานกับคอม อย่างวันนี้เราก็จะมาพูดถึงอาชีพช่วงภาพที่ รวมถึงเหล่าคนที่ชอบถ่ายภาพด้วยเช่นกัน คนเหล่านี้ก็คงประสบปัญหาพอสมควร เพราะการออกไปถ่ายงานต่างๆก็ต้องลดลงหรือถูกยกเลิกกันไปหลายต่อหลายงานแน่นอน แล้วจะทำไงล่ะ

วันนี้ผมจะมาเสนอสิ่งที่ได้มีคนทำอยู่หลายคนแล้วล่ะ นั้นก็คือการทำ Home Studio นั้นก็คือการทำมุมถ่ายรูปในบ้าน หรือว่าไม่จำเป็นต้องจัดเป็นมุมหรือเป็นห้องก็ได้ เราสามารถทำได้ทั้งบ้านเลย ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม จริงๆแล้วก่อนที่จะมีการระบาดของโรคจนเกิดวิกฤตแบบนี้ ก็ได้มีคนที่คิดทำ Home Studio กันหลายต่อหลายเจ้าแล้วล่ะ

เพื่อที่จะได้รับเงินจากการเช่าที่เพื่อมาถ่ายรูป ก็เพียงจัดที่ในบ้านให้ส่วยเพียงเท่นนี้ ยิ่งถ้ามีห้องเหลือก็จะยอดเยี่ยมมากๆ แต่ว่าเมื่อเกิดเป็นการที่รัฐบาลขอความร่วมมือห้ามออกจากบ้านกันแบบนี้ ก็ต้องกลายเป็นการทำ Home Studio เพื่อตัวเองกันล่ะ จะได้สามารถทำงานต่อไปได้ ถึงแม้ว่าอาจจะดูดตันๆหน่อยในการคิดหาคอนเทนต่างๆที่เราจะถ่าย แต่ลองทำเรื่อยๆแล้วเราจะหารทางออกเจอได้จริงๆ ไม่ต้องกังวนไป อย่างน้อยก็ยังถือว่ามีอะไรให้ทำที่พอจะสร้างเป็นงานได้นั้นเอง

การทำ Home Studio ว่ากันง่ายๆคือการจัดสรรค์อะไรต่างๆที่ทำให้เราสามารถถ่ายรูปตามจุดต่างๆในบ้านได้ อาจจะไม่ต้องใช้เงินเลยก็เป็นได้ ถ้าเรามีอุปกรณ์ในบ้านที่นำมาดัดแปลงได้มากพอ

Read More

ลดเมกะพิกเซลกล้อง จะถ่ายได้เยอะขึ้น หนึ่งในเรื่องเข้าใจผิดเกี่ยวกับกล้อง

อีกหนึ่งเรื่องที่ไม่เชิงจะใช้คำว่าเข้าใจผิดนะ แต่มันเป็นการตัดสินใจที่ไม่เวิคสักเท่าไหร่ต่างหาก เพราะเรื่องนี้ยังไงก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของกล้องอยู่ดีว่าจะใช้แบบไหน เพียงแต่ก่อนจะตัดสินใจ อยากจะขอบอกข้อมูลตรงจุดนี้สักหน่อยว่ามันเป็นยังไง เมื่อทราบทั้งหมดแล้วก็จะได้ตัดสินใจถูกว่ายังจะลดระดับเมกะพิกเซลอยู่อีกไหม ถ้าทราบทั้งหมดแล้วยังต้องการลดอยู่ก็ไม่ว่ากัน แต่สำหรับตอนนี้ ถ้าคนที่ไม่ได้ทราบข้อมูลนี้แล้วอยากจะลดระดับเมกะพิกเซลเพื่อที่ต้องการเพิ่มเนื้อที่ให้ถ่ายรูปได้มากขึ้น มันเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยเหมาะสำหรับวงการนี้สักเท่าไหร่นะครับ

ทุกวันนี้กล้องดิจิตอลนั้นไปไกลมากๆแล้ว ไปถึงจุดที่ค่าเมกะพิกเซลนั้นเยอะมากๆ กล้องระบบ fullframe ตอนนี้มีค่าความละเอียดภาพถึง 61 ล้านพิกเซล มันเยอะเกินกว่าจินตนาการไปแล้ว แต่ประเด็นคือ ในแต่ละค่ายนั้นมีกล้องที่มีระดับความละเอียดนี้อยู่หลายแบบมากๆ เรียกว่ามีครบให้เลือกสรรค์ สำหรับให้เหมาะกับการใช้งานเลยล่ะ แล้วไอ้ระดับเมกะพิกเซลนี่แหละ ที่เป็นตัวกำหนดรุ่นและราคาของค่ายนั้นๆ และมักจะบอกผ่านตัวอักษรในแต่ละรุ่น อย่างเช่นกล้องค่าย Sony มี A7กับ A7R ซึ่งตัว R ที่ย่อมาจาก Resolution ที่เพิ่มมาเป็นตัวบอกว่ากล้องรุ่นนี้มีความพิเศษตรงที่เพิ่มความละเอียดมากขึ้นนั้นเอง

แล้วความต่างในโหมดอื่นๆนั้นมันไม่เยอะเลย เพราะมันเป็นซีรีย์เดียวกันเพิ่มเพียงความละเอียดเป็นหลัก ดังนั้นแล้ว เราควรจะรู้ตัวเองตั้งแต่แรกก่อนซื้อกล้องแล้วว่ะ เราจำเป็นต้องใช้งานตัวพิเศษนี้ไหม สำหรับผมแล้ว ผมไม่ได้ถ่ายเป็นงานอาชีพอะไร ผมถ่ายเล่นให้แฟนได้เอาไปใช้ใน Social Media ต่างๆ

ดังนั้นแล้วระดับความละเอียด 24 เมกะพิกเซล นั้นเป็นอะไรที่เพียงพอแล้วล่ะ ไม่จำเป็นต้องไปรุ่นพิเศษระดับ 42MP หรือ 61MP เลย ดังนั้นแล้วผมจะใช้กล้องรุ่นแรกของซีรีย์แบบนี้ในทุกๆซีรี่ย์นั้นเอง นี่คือสิ่งที่ควรจะพิจารณาให้ดี ดังนั้นแล้วถ้าตัดสินใจได้เหมาะกับเราแต่แรก ประเด็ดหัวข้อนี้ก็จะไม่ต้องมาพูดถึงกันด้วยซ้ำ เพราะถ้าคนที่เลือกรุ่นความละเอียดสูง ก็เพราะต้องการได้ภาพที่เอาไปใช้งานระดับความละเอียดสูงๆนั้นเอง

ดังนั้นพอเข้าใจแล้วนะว่า หัวข้อที่เราพูดถึงกันไม่ควรทำ มันสำคัญที่การเลือกกล้องแล้วล่ะ การลดระดับความละเอียดเป็นอะไรที่พูดได้ว่า เหมือนเราจ่ายเงินแพงๆแต่ใช้งานไปแค่ครึ่งนึงของเงินที่จ่ายไปนั้นเอง แล้วมันแก้ไม่ได้นะ สู้ใช้ระดับความละเอียดให้เต็มไว้ก่อน ถ้าอยากได้เล็กๆ ก็ไปลดกันเอาเองเฉพาะบางรูป แต่จริงๆไม่ต้องสนใจเลย เพราะ Social Medie ต่างๆนั้นมันลดให้อัตโนมัติแล้ว แล้วเรื่องอยากไห้ถ่ายภาพได้มากขึ้นนั้น แก้ด้วยวิธีการซื้อ Memory Card จะดีกว่า ทุกวันนี้ราคาถูกมากๆแล้ว

 

ขอขอบคุณ รวมเว็บหวยออนไลน์  ที่ให้การสนับสนุน

Read More

Impressionism (ศิลปะอิมเพรสชันนิสม์) 

       ศิลปะที่เกิดขึ้นในช่วงปี ค.ศ.1860-1970

ซึ่งเป็นช่วงยุคสมัยที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์นั้นเริ่มขึ้นตั้งแต่การที่ยุโรปเกิดการปฏิวัติโดยที่มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้น และในสมัยนั้นเองทำให้เกิดความอ่อนแรงของศิลปะด้วยเช่นกัน

ทำให้ศิลปินในยุคนั้นใช้อุดมการณ์ของตัวเองและอุดมคติสำหรับใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานขึ้น และเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดโมเดิร์นอาร์ต หรือศิลปะสมัยใหม่ขึ้นมา โดยที่แนวทางของศิลปะสมัยใหม่ที่ได้รับการยอมรับ และเป็นที่นิยมอย่าง “ศิลปะแนวอิมเพรสชันนิสม์” เองก็เป็นที่นิยมของคนยุคนั้น

 “ศิลปะแนวอิมเพรสชันนิสม์” หรือที่ในภาษาอังกฤษคือ Impressionism มีคำจำกัดความในภาษาไทยว่า “ลัทธิประทับใจ”

โดยที่การสร้างสรรค์ผลงานรูปแบบนี้ศิลปินได้ถ่ายทอดเรื่องราวความรู้สึกที่ตัวเองประทับใจในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งออกมาจนเกิดเป็นชิ้นงาน หรือผลงานทางศิลปะนั่นเอง โดยที่จุดกำเนิดของ Impressionism นั่นเริ่มขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศสในศตวรรษที่19 ซึ่งกลุ่มศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานรูปแบบอิมเพรสชันนิสม์นี้เองได้ทำให้เกิดอิทธิพลมานานสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่หลายคนยกให้เป็นจุดสำคัญของศิลปะสมัยใหม่ หรือโมเดิร์นอาร์ตเลยก็ว่าได้ ที่ทำให้มีการเปลี่ยนวิธการให้คุณค่าต่องานศิลปะ และเปลี่ยนวิธีการทำงานของศิลปินไปอย่างสิ้นเชิง

หลายคนอาจจะกำลังสงสัยว่าการถ่ายทอดความรู้สึกประทับใจผ่านงานศิลปะในรูปแบบของศิลปะอิมเพรสชันนิสม์นั้นมีความพิเศษ หรือแตกต่างจากผลงานศิลปะในรูปแบบอื่นๆอย่างไร ซึ่งคำตอบของศิลปะแนวอิมเพรสชันนิสม์ก็คือ คุณค่าที่ให้กับงานศิลปะในยุคสมัยหนึ่งนั้น ไม่ได้เพียงแค่ให้คุณค่ากับความประทับใจของผู้สร้างสรรค์ผลงาน หรือศิลปินมากนัก

โดยที่คุณค่าของงานศิลปะจะต้องเป็นอะไรที่ให้ความรู้สึกยิ่งใหญ่กว่านั้น

อย่างไรก็ตามความประทับใจในศิลปะอิมเพรสชันนิสม์นั้น ก็มาพร้อมกับความคิดของคนที่เริ่มจะเกิดการยอมรับการเป็นตัวเองมากขึ้น กล่าวก็คือมีความเป็นปัจเจกมากขึ้นนั่นเอง โดยที่คนเริ่มรู้สึกถึงความงามในสิ่งที่เป็นความธรรมดาที่ไม่ได้มีความสมบูรณ์แบบ หรือให้ความรู้สึกสูงส่ง ไม่ได้ประณีต โดยที่เป็นเพียงความรู้สึกประทับใจที่เกิดขึ้นในขณะนั้นในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง ก็สามารถที่จะมีคุณค่าได้ อีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญคือศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบอิมเพรสชันนิสม์นั้น ได้รับอิทธิพลจากความคิดของภาพพิมพ์ของญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมในประเทศฝรั่งเศสในช่วงหนึ่ง

โดยที่องค์ประกอบของภาพพิมพ์นั้นจะดูเท่าๆกันหมด มีสีสันสดใส และเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภาพจะเป็นการเล่าเรื่องวิถีชีวิตของคนทั่วๆไปนั่นเอง โดยภาพที่เป็นตำนานและเป็นที่มาของคำว่าอิมเพรสชันนิสม์นั้นก็คือภาพที่มีชื่อว่า “อิมเพรสชัน ซันไรส์” (Impression Sunrise) ของโคลด โมเนท์ (Claude Monet) ศิลปินชาวฝรั่งเศส หรือที่เรียกกันภาษาไทยว่าความประทับใจตอนพระอาทิตย์ขึ้นนั่นเอง 

          อย่างไรก็ตามศิลปะนั้นถือว่าเป็นเครื่องมือในการช่วยขัดเกลาจิตใจมนุษย์ที่ดีอย่างหนึ่งเลยก็ว่าได้ การที่จะให้คุณค่าทางศิลปะว่าเป็นอย่างไนนั้นก็ย่อมขึ้นอยู่กับตัวบุคคลแต่ละคนเองว่ามองเห็นอะไรจากศิลปะ หรือได้รับประโยชน์อย่างไรจากศิลปะ สุดท้ายแล้วไม่ว่าทุกคนจะเห็นคุณค่า หรือตีความศิลปะไปในทิศทางใดก็ตามศิลปะก็ย่อมที่จะมีคุณค่าในตัวของมันเองอยู่

 

 

สนับสนุนบทความเหล่านี้โดย บาคาร่าขั้นต่ำ 10 บาท

Read More

สร้างโอกาส แนวทางการเป็นนักออกแบบที่ประสบความสำเร็จ

เรื่องโอกาสนี้เป็นเรื่องที่มีหลายต่อหลายคนให้ความสำคัญมาก

หลายๆคนคิดว่าตัวเองไม่ประสบความสำเร็จเพราะว่าตัวเองไม่เคยได้รับโอกาสดีๆ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่เลย ความสำคัญของเรื่องการเตรียมความพร้อมตัวเองให้กลายเป็นนักออกแบบที่เก่งนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่าเยอะ แล้วเมื่อโอกาสมาถึงนักออกแบบจะได้พร้อมที่จะงับโอกาสนั้นแล้วสร้างออกมาได้แบบดีเยี่ยม

แต่ก็ไม่ใช่นักออกแบบทั้งหมดที่จะดวงดีได้โอกาสนั้น คำถามคือแล้วจะหาโอกาสจากไหนล่ะ โอกาสนั้นเอาจริงๆแล้วยุคสมัยนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ดังนั้นถ้าโอกาสไม่วิ่งมาหาเรา เราก็ต้องสร้างโอกาสเอง

ต้องบอกว่าสายอาชีพนักออกแบบนี้เป็นอะไรที่กลับกันกับอาชีพอื่นๆนะ

เพราะว่าเป็นแนวผู้จ้างเลือกนักออกแบบ ไม่ใช่ว่านักออกแบบออกไปเลือกงาน ซึ่งนั้นก็ทำให้สายอาชีพนี้มีการแข่งขันที่สูงมาก ทั้งมีการตัดราคากันเพื่อแย่งงานกัน แล้วอีกอย่างถ้าเป็นนักออกแบบมือใหม่ก็จะทำให้เราไม่มีผลงานในวงการการออกแบบ นั้นทำให้โอกาสไม่สามารถวิ่งมาหาเองได้เลย ซึ่งนักออกแบบหน้าใหม่ก็อย่างหลงระเริงว่าตัวเองนั้นเก่งสมัยเรียนแล้วก็คิดว่าเดี๋ยวก็มีงานวิ่งมาหาเอง

แต่นั้นจะทำให้คุณไม่ประสบความสำเร็จแน่นอน ดังนั้นสิ่งที่นักออกแบบควรทำคือการสร้างโอกาสขึ้นมาเอง

อย่างเช่นการทำ Portfolio ที่เป็นดั่งแหล่งรวมผลงานของตัวนักออกแบบเองเพื่อทำให้มีข้อมูลผลงานเราอยู่ในแหล่งที่ผู้ว่าจ้างสามารถตามหาได้ ซึ่งสมัยนี้ก็มีแหล่งออนไลน์มากมายที่จะทำให้ข้อมูลผู้ว่าจ้างและตัวนักออกแบบได้ติดต่อถึงกันได้ง่าย เพราะฉนั้นเรื่อง Portfolio นี้ถือเป็นเรื่องสำคัญเป็นอันดับแรกในการสร้างโอกาสให้ตัวเอง แล้วก็ยังมีทางอื่นต่างๆอย่างเช่นการสร้างคอนเนคชั่นกับผู้ใหญ่ต่างๆเพื่อที่จะเกิดการบอกปากต่อปาก ทำให้มีโอกาสที่จะได้รับงานมากขึ้น

ตรงจุดนี้จึงกลายเป็นเรื่องที่นักออกแบบต้องทำเพื่อให้ตัวเองมีโอกาสได้งานมากกว่าคนที่เก่งแต่ไม่ได้พยายามสร้างโอกาสให้ตัวเอง

 

สนับสนุนโดย แทงบอลไม่มีขั้นต่ำ

Read More

ศิลปะบำบัดจิตใจ

ไม่ว่าคุณจะป่วย ไม่สบาย แน่นอนว่าสิ่งแรกที่นึกถึงคือการไปพบหมอ

เพื่อให้หมอตรวจและวินิจฉัยอาการ ลำดับต่อมาของการรักษา หากไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง หมอก็จะทำเพียงแค่สั่งยาให้กลับบ้านไปรับประทาน หากยังไม่หายจากอาการป่วยค่อยกลับมาพบหมออีกครั้ง แต่ถ้าอาการป่วยรุนแรงเรื้อรัง หมอจะต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด โดยการให้พักฟื้นที่โรงพยาบาล แต่ไม่ว่าคุณจะป่วยเป็นอะไรนั้น หากอาการไม่ดีขึ้น

ความเครียด วิตกกังวนจะทำให้คุณรู้สึกท้อต่อการรักษา บางคนอาจจะไม่ได้ท้อต่อการรักษา แต่รู้สึกแย่กับสภาพแวดล้อมอย่างโรงพยาบาล หรือต้องนอนแต่อยู่บนเตียงไม่สามารถไปไหนได้ เพราะฉะนั้นการรักษาแค่ร่างกายให้หายจากอาการป่วยนั้นจะผ่านไปไม่ได้ ถ้าสภาพจิตใจของผู้ป่วยไม่พร้อมที่จะทำการรักษา จึงมีการนำศิลปะบำบัดเข้ามาใช้ในการช่วยรักษาสภาพจิตใจของผู้ป่วย

เพราะมีแนวคิดว่า ศิลปะ คือ หนทางแห่งการปลดปล่อยหลายๆอย่าง

ทั้งความรู้สึก ความคิด อารมณ์ แล้วแต่ความต้องของแต่ละคน ศิลปะสามารถเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะเด็ก พวกเขามีความคิดที่ใสสะอาด ถ้าหากว่าเขาต้องการอะไร หรืกำลังคิดอะไร มันถูกถ่ายทอดออกมาอย่างชัดเจน

โดยไม่ปิดบัง แต่ถ้าหากเป็นในวัยผู้ใหญ่ การรังสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะ จะต้องผ่านกระบวนการคิด การวางแผน แต่ไตร่ตรองอย่างดี งานศิลปะของผู้ใหญ่จึงออกมาในรูปแบบซับซ้อน ต้องใช้ความคิดวิเคราะห์ แต่ใดๆแล้วงานศิลปะ ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าถึงได้ไม่ยาก จึงเหมาะแก่การนำมาบำบัดกับผู้ป่วยที่มีสภาพจิตใจผิดปกติ

ศิลปะบำบัด คือ การรักษาทางจิตเวชอีกรูปแบบหนึ่ง ที่นำมาประยุกต์กับกิจกรรมทางศิลปะ ใช้ในการค้นหาข้อบกพร่อง ความผิดปกติทางจิตใจ โดยใช้ความรู้ทางจิตวิทยาเข้ามาช่วยในการประเมิน และเลือกใช้กิจกรรมทางศิลปะที่เหมาะสมกับวัย

สภาพจิตใจของแต่ละบุคคล เพื่อช่วยในการบำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพให้ดียิ่งขึ้น

ศิลปะบำบัดนั้นมีประโยชน์ในด้านการพัฒนาสมาธิ สติปัญญา อารมณ์ ความคิดสังสรรค์ จิตนาการ รวมไปถึงการช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็ก และการทำงานของร่างกายที่ใช้ในการประสานความเคลื่อนไหว นอกจากนี้ยังช่วยกระตุ้นการสื่อสาร เสริมสร้างทักษะสังคมอีกด้วย

ศิลปะบำบัดนั้นเป็นการทำจิตบำบัด จึงเป็นเครื่องมือสำคัญ เพื่อทำการช่วยเหลือผู้ป่วยหรือคนทั่วไปที่มีสภาพจิตใจบกพร่อง ผิดปกติ ทางด้านอารมณ์และจิตใจ โดยหลักการของการใช้ศิลปะเข้ามาช่วยในการบำบัดนั้นคือ

นำศิลปะมาใช้เป็นสื่อในการแสดงออกถึงความรู้สึกต่างๆ การควบคุมอารมณ์ ความขัดแย้ง และความต้องการส่วนตัวของแต่ละบุคคล ที่ยังไม่แสดงออกมา แต่ถูกเก็บซ้อนไว้อยู่ภายในส่วนลึกของจิตใจ

Read More